| |
| |
| เปิดเวบเมื่อ |
24/12/2552 |
| ปรับปรุงเวบเมื่อ |
16/05/2555 |
| ผู้ชมทั้งหมด |
|
|
|
| สินค้าทั้งหมด |
95 |
|
|
|
|
|
 |
 |
 |

|
|
ยินดีต้อนรับทุกท่าน สู่เวปไซต์"ร้านมังคะลัง ร้านแห่งศรัทธา"
รวบรวมวัตถุมงคลของแท้ !
รับรองคุณภาพด้วยลูกค้าประจำนับพันรายชื่อ
จึงมั่นใจได้ว่า ท่านจะได้รับวัตถุมงคลที่เป็นของดี ศักดิ์สิทธิ์มีพลังแท้
ทุึกชิ้น ให้บันเทิง แก้ปัญหา
Foreign Friends please CLICK HERE! for English version.
欢迎各位过国内外客人参观我们所买的泰国吉祥物,请点这里 ----------------------------------------------------------------
|
สินค้า/บริการ >> แก้วโป่งข่าม ล้านนา และ ธาตุกายสิทธิ์ >> แก้ว โป่งข่าม ปวกเงิน + แ้ก้วเข้าแก้ว
| แก้ว โป่งข่าม ปวกเงิน + แ้ก้วเข้าแก้ว 
รหัสสินค้า: 000117 มีผู้บูชาไปแล้ว (400 บาท) มังคะลังขอขอบพระคุณ รายละเอียด:
แก้วโป่งข่าม ปวกเงิน + แก้วเข้าแก้ว
แก้วโป่งข่าม ปวกเงิน+แก้วเข้าแก้ว
ขนาด 3.1 x 1.9 x 1.2 cm. เม็ด ใหญ่
(มีความคือ แก้วเข้าแก้ว และปวกเงิน-ปวกเทา) เจียรรูปหยดน้ำ มีรูร้อยเป็นจี้ห้อยคอ
ข้อความสรรพคุณ ความเชื่อ 108เรียบเรียงจาก
ตำราหินนำโชค-อัญมณี ของจีนโบราณ ยุโรป อินเดีย และของไทยโดยเฉพาะตำราทางล้านนา ทั้งที่จารึกเป็นภาษาล้านนา และปริวรรตแล้ว จึงมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และละเอียดหลากหลายมากขึ้นครับ
โป่งข่าม
ข้อมูล: โป่งข่าม (Rutilated Quartz)
แก้ว โป่งข่าม ก็คือหินควอทซ์ (Quartz) หรือที่เรียกกันว่า "หินเขี้ยวหนุมาน" ที่เรียกว่าหินเขี้ยวหนุมานนั้น สืบเนื่องมาจากลักษณะการก่อกำเนิดภายใต้พื้นผิวดิน ซึ่งลงตัวกันอย่างเหมาะเจาะกับรูปลักษณ์และคุณสมบัติของตัวเอง อันเปรียบได้กับเขี้ยวของ "หนุมาน" ที่ทรงอิทธิฤทธิ์
แก้วโป่งข่าม หรือหินควอทซ์นั้น เป็นผลึกของหินปูนที่มีแร่ซิลิกาปนอยู่จำนวนมาก ซึ่งคุณสมบัติของแร่ซิลิกา คือความสามารถในการปะจุพลังงานไว้ในตัว และคายพลังงานออกมารอบ ๆ ตัวเองได้
พลังงานที่กล่าวถึงนี้คือคลื่นพลังงานไฟฟ้าอันเกิดขึ้นจาก การเคลื่อนตัวของ "แมกม่า" ภายใต้ผิวโลก ซึ่งก่อให้เกิดสนามพลังงานซึ่งเรียกกันว่า "สนามแม่เหล็กโลก" การกระเพื่อมของสนามแม่เหล็กโลกนี้เองที่ทำการประจุและสะสมพลังงานในตัวของ แก้วโป่งข่าม (หรือหินควอทซ์) ซึ่งหลังจากผ่านกาลเวลานับล้าน ๆ ปี ทำให้พลังงานเหล่านี้มีมากพอที่จะกระจายออกมารอบ ๆ ตัวและเหนี่ยวนำปรับเปลียนพลังงานของสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเองได้
ดังนั้น จึงสามารถที่จะกล่าวได้ว่า ผู้ที่ปลุกเสกแก้วโป่งข่ามก็คือ "ธรรมชาติ" นั่นเอง พลังงานจากธรรมชาติซึ่งบริสุทธิ์ ปราศจากอารมณ์ อันเปรียบเสมือนกับการปลุกเสก "พระเครื่อง" ซึ่งต้องอาศัยพลังทางจิตที่บริสุทธิ์ ปราศจากอารมณ์ที่จะมาขวางหรือกรองพลังจิตให้อ่อนแอลงได้
เมื่ออยู่ภายใต้ผิวดิน แก้วโป่งข่ามสามารถที่จะดูดซับพลังงานจากธรรมชาติได้ ย่อมที่จะสามารถดูดซับพลังงานจากผู้ที่ครอบครองได้เช่นกัน ดังนั้นจึงเชื่อกันว่า แก้วโป่งข่ามสามารถที่จะประจุรูปแบบของชีวิต, ความคิด, เจตนารมณ์และความปรารถนาของผู้ที่เป็นเจ้าของ และเหนี่ยวนำปรับเปลี่ยนพลังงานเหล่านั้นให้กลมกลืนกัน อันมีผลในทางบำบัด ปรับเปลี่ยนสภาวะทางจิตใจ ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปถึงสุขภาพ, สมาธิ และการสนองตอบต่อเจตนารมณ์ของผู้ที่ครอบครองอีกด้วย
ก่อนที่แก้ว โป่งข่ามเม็ดหนึ่ง จะขึ้นมาประดับอยู่บนตัวเรือนแหวน หรือกำไลข้อมือ ให้สวมใส่กันสวยงาม แก้วโป่งข่ามต้องใช้เวลานับล้าน ๆ ปีในการก่อตัวขึ้นเป็นผลึกแท่งแก้ว รวมทั้งการบ่มเพาะสะสมพลังจากธรรมชาติ ล้วนต้องอาศัยกาลเวลาอันยาวนาน การรวมตัวกันของแร่ต่างชนิด ผสมผสานอย่างลงตัวกอปรขึ้นเป็นลวดลายอันวิจิตร สวยงามและมหัศจรรย์เกินกว่าการที่จะรังสรรค์ด้วยน้ำมือของมนุษย์
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าธรรมชาติจะสรรสร้างอย่างวิจิตรพิศดารเพียงใด ก็ดูเหมือนจะสูญเปล่า หากงานปฏิมากรรมที่ต้องผ่านห้วงเวลาอันยาวนานมิได้ถูกค้นพบ ดังนั้น ขั้นตอนแรกและนับว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ก็คือการขุดค้นหาแก้วโป่งข่าม
การขุดค้นหาแก้วโป่งข่าม นับว่าเป็นงานที่หนักหนาสาหัสไม่น้อย เพราะดูเหมือนกับเป็นการเสี่ยงโชค ต้องอาศัย "ดวง" กันเป็นหลัก เนื่องจากไม่มีการใช้เทคโนโลยี่ทางวิทยาศาสตร์มาช่วยในการค้นหา การเลือกพื้นที่ ๆ จะทำการขุดจึงเป็นการเลือกแบบเดาสุ่ม โดยที่ไม่ทราบว่า ที่ ๆ ตนขุดลงไปนั้น จะพบแก้วโป่งข่ามหรือไม่ และจะต้องขุดลึกลงไปเท่าใด
ดังนั้น การ "บวงสรวง" เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา จึงเข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญ ในการเพิ่มความหวังและกำลังใจให้กับนักค้นหาแก้ว ตามความเชื่อของท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การบวงสรวงก็มักจะนำมาซึ่งความสมหวังให้กับนักค้นหาแก้วอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งทำให้พิธีกรรมเหล่านี้ ยังคงอยู่สืบเนื่องมานับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะชาวบ้านเท่านั้น แม้แต่คนสมัยใหม่และผู้ที่เป็นข้าราชการระดับสูง ก็เคยได้พานพบกับเรื่องอัศจรรย์นี้ด้วยเช่นกัน
ในการค้นหาแก้วโป่งข่าม นักขุดแก้วจะใช้ชะแลงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการขุด เนื่องจากบริเวณที่ขุดค้นหามักจะเป็นดินปนหิน ทำให้การขุดค่อนข้างจะยากลำบากไม่ใช่น้อย ยิ่งขุดลึกลงไปมากเท่าใด ยิ่งยากลำบากมากขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะนอกจากการขุดแล้ว ยังต้องนำเอาดินที่ขุดขึ้นมาไว้บนปากบ่ออีกด้วย
ดังนั้นจึงมีการรวมตัวกันของนักค้นหา แก้ว 2-3 คน "เข้าหุ้น" ช่วยกันขุดค้นหา โดยการผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่ขุด และนำดินขึ้นบนปากบ่อ ซึ่งหากโชคดีได้พบบ่อแก้ว ก็จะทำการแบ่ง โดยอาจจะแบ่งแก้วให้แต่ละคนเท่า ๆ กัน หรืออาจจะนำไปขายแล้วนำเงินมาแบ่งกัน ก็แล้วแต่จะตกลงกันในกลุ่ม
อีกประการหนึ่ง ในการพบบ่อแก้วหากบังเอิญมืดเสียก่อน ก็จะต้องมีการนอนเฝ้ากัน เนื่องจากเกรงว่าจะมีผู้ไม่ประสงค์ดี มาลักลอบขุดบ่อของตนในตอนกลางคืน ซึ่งคนประเภทชุบมือเปิบเหล่านี้ ยังคงมีแฝงตัวอยู่ทั่วไปในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมเมืองที่ศิวิไลซ์ หรือสังคมชนบทที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังมีความโอบอ้อมอารี แบ่งปันน้ำใจให้กันและกัน
โดยปกตินักขุดค้นหาแก้ว จะทำการขุดลงไปประมาณ 3-4 เมตร หากยังไม่พบ "สายแก้ว" (แท่งแก้วเล็ก ๆ เป็นแนวลงไปในพื้นดิน) หรือเกิดอาการ "ถอดใจ" แล้วแต่ว่าอย่างไหนจะเกิดขึ้นก่อน ก็มักจะทำการย้ายบ่อ หรือเปลี่ยนที่ขุด ซึ่งเท่ากับเป็นการเริ่มนับหนึ่งใหม่ ก็ถือว่าเป็นการ "เสี่ยงดวง" อีกเช่นกัน เนื่องจากมีบ่อยครั้ง ที่มีผู้มาขุดต่อ ขุดลงไปไม่ถึงฟุตก็ได้พบบ่อแก้วก็มี แบบนี้เรียกว่า "แล้วแต่ดวง"
การไปขุดแก้วแต่ละครั้ง นักค้นหาแก้วจะนำเอาอาหารไปด้วย และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือน้ำ ซึ่งส่วนหนึ่งสำหรับดื่มแก้กระหาย และอีกส่วนหนึ่งสำหรับล้างแก้วที่ขุดได้ เนื่องจากแก้วมักจะมีดินพอกอยู่ ต้องล้างด้วยน้ำจึงจะทราบว่าตนเองขุดได้แก้วประเภทไหน ในบางครั้งน้ำที่เตรียมไว้สำหรับล้างแก้วหมด ก็จะนำน้ำสำหรับดื่มมาล้างแก้วแทน ซึ่งหากหมด และด้วยความใจร้อน ก็จะใช้ลิ้นเลียแก้วเอาเศษดินออก ทำให้ไม่เป็นที่น่าแปลกใจนักที่พบว่า นักขุดแก้วมักจะมีเศษดินติดอยู่ตามปากเสมอเวลากลับบ้านในตอนเย็น
ทำให้นึกถึงภาพของการดำรงชีวิตรอดแบบ "ปากกัดตีนถีบ" อย่างแท้จริง
พลัง :
ความเชื่อทางจีนกับยุโรปนั้น โป่งข่ามก็จะมีพลังงานจากการสะสมบ่มรวมของธรรมชาติเป็นเวลาล้านๆปี ภายใต้ความดัน และอุณหภูมิอย่างสูงมากๆ มีพลังเสมือควอร์ต
แต่ในความเชื่อทางล้านนา (ล้านนาเฉพาะ ไม่ใช่ความเชื่อของคนไทย) จัดโป่งข่ามอยู่ในประเภทแก้ว ซึ่งจำได้ว่าสมัยเด็กเคยอ่านตำราโบราณ ล้านนาไทยจำแนกอัญมณีเป็นสามพวกใหญ่ๆคือ แก้วหมายถึงอัญมณีโดยทั่วไปขอใ็ห้มีความใสก็ถูกเรียกว่าแก้วทั้งหมด อย่างที่สองคือ แสง คืออัญมณีที่มีเนื้อสีขุ่นทึบแต่มีความแวววาว นึกถึงง่ายๆคือพวก พลอยตาเสือ ตาเหยี่ยว สุดท้ายคือ เป๊ก ซึ่งหมายถึงเพชร นั่นเอง
ทีีนี้แก้วโป่งข่ามนั้น จริงๆแล้วใช้เรียก ควอร์ตที่ขุดค้นได้ จากหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอเถินจังหวัดลำปาง เพียงแห่งเดียวในโลกเท่านั้น ที่อื่นแม้จะมีลักษณะเป็นควอร์ตและมีวัตถุหรือแร่ภายในก็ตาม ก็ไม่ใช่แก้วโป่งข่ามตามตำรา เนื่องจากแต่ละภูมิื้พื้นที่บนโลก สะสมประจุพลังต่างกัน
คำว่าโป่ง มุ่งหมายถึง แหล่ง หรือเหมืองเล็กๆ เช่นโป่งน้ำร้อน โป่งแยง เนื่องจากเป็นภาษาเหนือจึงไม่ได้มีความหมายว่าแหล่งดินที่มีความเค็มที่ สัตว์ป่าบางชนิดมากินได้ หรือเรียกว่ากินดินโป่ง
ส่วนคำว่า ข่าม แท้จริงไม่ได้หมายถึงเพียงคงกระพันตามที่หลายคนเข้าใจ แต่เนื่องจากหลายท่านพูดติดปากกันว่า ข่ามคง ซึ่งข่ามคงหมายถึงคงกระพัน ฟันแทงไม่เข้า แต่คำว่าข่าม หมายถึง ความเต็มไปด้วยพลังเวทย์ ความมีวิชาอาคม
ตามความเชื่อของล้านนา แก้วแต่ละชนิด มีค่า และมีพลังบันดาลโชค ต่างกันไป
อาทิ
|
|
|
แคล้วคลาดปลอดภัย |
แก้วสีฟ้า, แก้วเข้าแก้ว, แก้วขนเหล็กใส, แก้วขนเหล็กตัน, แก้วกาบ, แก้ว เนื้อลำไย |
|
อำนาจ, วาสนา, เสริมบารมี |
แก้วนางขวัญ, แก้วสีฟ้า, แก้วสามกษัตริย์, แก้วหมอกมุงเมือง, แก้วประกายรุ้ง (รุ้งเจ็ดสี), แก้วสีม่วง, แก้วเข้าแก้ว |
|
เมตตามหานิยม |
แก้วสีฟ้า, แก้วขนเหล็กใส, แก้วสามกษัตริย์, แก้ววิทูรสีน้ำผึ้ง, แก้วนางขวัญ, แก้ว ปวกสีต่าง ๆ |
|
ยศและตำแหน่ง |
แก้วกาบ, แก้วพรหมสามหน้า, แก้วสีฟ้า, แก้วขนเหล็ก, แก้วสามกษัตริย์ |
|
โชคลาภ |
แก้วแรต่าง ๆ, แก้วสีฟ้า, แก้ววิทูรสีน้ำผึ้ง, แก้วขนเหล็ก, แก้วสามกษัตริย์, แก้วพิรุณแสนห่า, แก้วเข้าแก้ว, แก้วเนื้อลำไย |
|
ร่ำรวย, มั่นคง |
แก้วสามกษัตริย์, แก้วเข้าแก้ว, แก้วกาบ, แก้วสีฟ้า, แก้วหมอกมุงเมือง, แก้วขนเหล็ก, แก้วพิรุณแสนห่า, แก้วเนื้อลำไย |
|
อยู่เย็นเป็นสุข |
แก้วพิรุณแสนห่า, แก้วน้ำหาย, แก้วสีฟ้า, แก้วปวกสีต่าง ๆ, แก้วกาบ, แก้ววิทูรสีน้ำผึ้ง, แก้วแร, แก้วหมอกมุงเมือง |
|
ป้องกันไฟ |
แก้วสีฟ้า, แก้วเข้าแก้ว, แก้ววิทูรสีน้ำผึ้ง, แก้วสามกษัตริย์ |
|
|
|
แก้วหมอกมุงเมือง(ในความเข้าใจใหม่)ffice:smarttags" name="PersonName">แก้วที่มีลักษณะเหมือนกับลายที่เกิดขึ้นในก้อนน้ำแข็งและลายผ้า ที่เกิดขึ้นในตัวแก้วจึงเรียกกันว่าหมอกมุงเมือง คือจะมีลักษณะลายสีขาว ๆ อาจจะมีทั้งขาวบาง ๆ หรืออาจจะขาวขุ่นหนาทึบเหมือนกับลักษณะของเมฆบนท้องฟ้าซึ่ง ก็แล้วแต่ละภูมิ อากาศ ว่าบางวันอากาศดีเมฆไม่มากไม่น้อย หรือบางวัน อากาศปิดฟ้ามืดทืบเมฆก็จะมาก หมอกมุงเมืองบาง เม็ดอาจจะมีเพียงริ้วบาง ๆ และแทรกด้วยสีฟ้าอ่อน ๆ หรือบางเม็ดอาจจะมีลักษณะ เหมือนกับควันไฟก็ได้
........เชื่อกันว่าแก้วประภาหมอกมุงเมืองนั้นดี หากผู้ใดได้ครอบครองแล้ว ทำให้ เกิดความชุ่มเย็นกับผู้ครอบครองและสมาชิกในครอบครัวอีกทั้งจะ บริบูรณ์ด้วยทรัพย์ สินเงินทองและข้ารับใช้ ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้นเหมาะนักแลกับผู้ที่ฝึกสมาธิเพราะจะ เพิ่มพูนส่งเสริม สมาธิให้กับผู้ใช้ ........ อีกทั้งแต่โบราณยังใช้แก้วประภาหมอกมุงเมืองเป็น เครื่องมือในการทำการเสี่ยง ทาย หรือเพ่งดูภาพนรกสวรรค์ทางสมาธิ จึงนับได้ว่า แก้วประภาหมอกมุงเมืองมีคุณค่า อเนกอนันต์นักแล
ผู้ ที่ต้อง การเสริมบารมีหรือต้องการนำไปส่งเสริมในการฝึกสมาธิ โดยไม่จำเป็นต้องดูวันเกิดว่าตรงหรือไม่ คำว่า “หมอกมุงเมือง” นั้นเป็นภาษาลานนา หมายถึง มีความร่มเย็นตลอดเวลา ดังหมอกมุงเมืองไว้ คือไม่มีความเดือดร้อนเลย จนนำมาเป็นชื่อแก้วโป่งข่ามชนิดนี้ และบางท่านที่หาแก้วชนิดนี้ไม่ได้คืออยู่ในดินแดนที่ห่างไกลออกจากแหล่งแก้ว โป่งข่ามก็จะหา คาถาอาคมที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชื่อว่า “หมอกมุงเมือง” เช่นกัน เรื่องนี้ท่านอาจารย์ปริญญา ณ เชียงใหม่ ผู้ที่ค้นคว้าเรื่องเลขยันต์เมืองเหนือที่จัดว่าเชี่ยวชาญท่านหนึ่งก็เคย เล่าให้ฟังว่ามี ตะกรุดที่ชื่อ “หมอกมุงเมือง” เช่นกันและยังบอกว่าคำว่าหมอกมุงเมืองนี้นอกจากร่มเย็นมั่งคั่งแล้ว ยังเป็นข่ามคง สีหนาถ ด้วยจึงจัดว่าครบเครื่องครับ อีกประการ คำว่า “หมอกเมือง” หรือ “เมฆเมือง” ในตำราพิไชยสงครามโบราณยังให้ความหมายถึงบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่าง เทพประจำเมือง (เจ้าพ่อหลักเมือง) ด้วยดังนั้น คำว่าหมอกมุงเมืองจึงมีนัยความหมายว่า เป็นแก้วที่มีเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ในระดับเทพประจำเมืองคอยคุ้มครองทีเดียว
จาก การสอบถามนักวิจัยทางภาษาศาสตร์ทางล้านนาของ มหาวิทยาลัยเชียนังงใหม่ที่ผมเคารพ และมีรู้จักพอสมควร อ.เกริก อัครชิโนเรศ และพระอาจารย์ชัยวิทย์ วัดท่าทุ่ม หนึ่งในทีมผู้คำนวนปฎิทินล้านนาดั้งเดิม
เห็นตรงกันกับความในหนังสือนะครับ
ทำให้ทราบเพิ่มเติมว่า นอกจากตะกรุดแล้ว
หมอกมุงเมือง ยังเป็นชื่อเชิงดาบ ที่เป็นลักษณะของเชิงในการตั้งรับ คุ้มครองรอบกายผู้ถือดาบ
และที่หลายท่านไม่ทราบคือ
บนหลังช้างทั้ง 8 ตัว รอบพระเจดีย์หลวง วัดเจดีย์หลวง ยังได้จารยันต์หมอกมุงเมืองนี้ไว้บนหลัง เพื่อคุ้มครองบ้านเมืองครับผม
ท่าน อ. บอกว่า เวียง จริงๆแล้วแปลว่า รั้ว
ส่วนเมือง แปลว่า ที่ที่เจริญแล้วตามภาษาล้านนา คนเมือง จึงหมายความว่า อารยชน หรือผู้มีวัฒน มีความเจริญครับ
********************************************************************
ประสบการณ์ และบทความต่างๆของวัตถุมงคล
ตลอด จน ความเชื่อ พิธีกรรม ศาสนา ความรู้ต่างๆ เข้าชมได้ที่
===================================
ร้านมังคะลัง ร้านแห่งศรัทธา "108การันตี"
..ขลังแท้ ของแท้ แน่นอน..
โทรสอบถามได้ที่ 08-6918-0424
MSN: ออนดึกๆทุกวันครับ
Palungjit108@hotmail.com
ทุกๆการสั่งซื้อ 1-20 บาท จะนำทำบุญเข้าวัดและบริจาคมูลนิธิการกุศล
อุทิศถวายครูบาอาจารย์ และเจ้ากรรมนายเวรและสัมภเวสีที่ไร้ญาติทั้งหลาย
==================================== |
|
|
| |
|
มีผู้บูชาแล้ว มังคะลังขอขอบพระคุณ |
|
 |
|
|