กะลาตาเดียว กะลามหาอุตม์
ภาพตัวอย่างกะลาตาเดียวของทาร้านฯ ที่แกะสลักเสร็จ และส่งให้แก่ผู้บูชาแล้ว
**บางลูก ที่เห็นสีขาวๆ คือผงธูปที่ได้รับการปักธูปไว้กลางรู จากการจุดบูชา กะลาตาเดียว ทุกวัน
ประวัติ กะลาตาเดียว
(The Single Eye Coconut Shell)
คน
ในสมัยโบราณนับถือ กะลาตาเดียว เป็นวัตถุที่มีอาถรรพ์ที่มี
ฤทธิ์อยู่ในตัวของมันเอง
จึง นำกะลามะพร้าวที่มีตาเดียวมาแกะเจาะรู
เพื่อติดตัวใช้สำหรับเดินทางเข้าหาอาหาร
ไว้สำหรับป้องกันภัยร้ายต่างๆที่จะมาถึงตัว ส่วน กะลาตาเดียว
ทั้งลูกชาวบ้านมักจะนำไว้บูชา
อธิษฐานขอสิ่งต่างๆให้กับครอบครัว
ต่อมาเข้าในสมัยสุโขทัย ได้มีชาวบ้านนำกะลาตาเดียว
มา เป็นสร้อยคอ
สร้อยข้อมือ สำหรับติดตัว เพราะถือกันว่า เป็นเครื่องรางของขลัง
สามารถ
ป้องกันคุณไสย และภูติผีปีศาจได้
และยังทำให้ผู้ที่มีติดตัวไว้มีโชคมีลาภอีกด้วย
แต่ชาวบ้านบางคนมักนิยมนำไปให้อาจารย์ ที่มีวิชาแก่กล้า
ลงคาถาอาคมต่างๆแล้วแต่ผู้ใช้จะชอบ
สมัยกรุงศรีอยุธยาก็เช่ากัน
ยังมีชาวบ้านนำกะลาตาเดียวเป็นเครื่องรางของขลัง
และใช้ตักข้าวสาร
เวลาหุงข้าว เชื่อกันว่าจะทำให้มีข้าวกินไม่มีอดอยากตลอดชีวิต
ส่วนข้าราชการที่ทำงานสมัยกรุงศรีอยุธยามักจะ นำ กะลาตาเดียว
มาแขวนคอติดตัวไปทำงานด้วย
เพื่อความเจริญรุ่งเรืองทางยศฐาบรรดาศักดิ์
ได้เป็นเจ้าขุนมูลนาย เป็นใหญ่เป็นโตกว่าคนอื่น
ส่วนทหารที่ออกศึกก็มักจะนำไปให้อาจารย์ที่มี วิชาลงคาถาอาคมกำกับ
เพื่อให้ตนออกศึกและ
ชนะรอดกลับมาได้
ต่อมา กะลาตาเดียว
ก็มักจะถูกนำมาแกะเป็นรูปพระราหูไว้ติดสร้อยคอ เนื่องจากหายากขึ้นเรื่อยๆ
ดังจะเห็นได้ในบทประพันธ์เรื่อง " พระอภัยมณี " ของสุนทรภู่
ได้มีการแต่งกล่าวถึง
เครื่องรางรูปพระราหูเอาไว้เช่นกันว่า
นางระเวงมี เครื่องราง กะลาตาเดียว แกะเป็นรูปพระราหู แขวนติดประจำกายอยู่
และมีคืนหนึ่ง
นางระเวงได้นอนหลับมี "อ้ายย่องตอด"
ผู้มีวิชาแก่กล้าทางไสยศาสตร์ ชองจับสัตว์ และคน
ดูดเลือดเป็นอาหาร
ได้ลอบเข้าไปทำร้ายนางระเวง แต่พอเห็น กะลาตาเดียว ที่แกะเป็นรูปพระราหู
ที่แขวนเป็นประจำกายนางระเวง จึงไม่กล้าทำร้ายรีบหนีออกไป
ในสมัยรัตนโกสินทร์ มีประวัติ กะลาตาเดียว ทั้งลูก ว่ากะลาตาเดียวทั้งลูก
หรือมะพร้าวตาเดียว
เอาเนื้อมะพร้าวออกหมดแล้ว จะเหลือแต่กะลาทั้งลูก
ที่ไม่มีรอยแตกร้าว จะเป็นที่นิยมของพวก
พ่อค้า-แม่ค้า ชาวไร่ ชาวสวน
ชาวนา และคู่บ่าวสาวที่แต่งงาน ตลอดจนพวกข้าราชการชั้น
เจ้าขุน
เจ้าพระยา จะนิยมเก็บไว้ในบ้าน เพราะเชื่อว่ามีไว้ในบ้านแล้ว
จะช่วยส่งเสริมบารมี
ให้มียศฐาบรรดาศักดิ์ สูงขึ้นเร็วกว่าคนอื่น
และจะช่วยล้างอาถรรพ์ที่เป็นเสนียดจัญไรภายในบ้าน
ได้เป็นอย่างดี
และทำให้มีกินมีใช้ มีเงินมีทองมากขึ้น ไม่รู้จักหมด ส่วนพ่อค้า แม่ค้า
ชาวไร่ชาวสวน
ที่นำข้าวของไปขายในเมืองและต่างแดน ก็จะถือ กะลาตาเดียว
ไปด้วย ซึ่งจะทำให้ขายดี
ให้กำไรอย่างงาม
ส่วนคู่บ่าวสาวที่แต่งงานกันในสมัยนั้น ก็มักจะนำ กะลาตาเดียว
ทั้งลูกที่เป็นตัวผู้ ตัวเมียคู่กัน
เก็บไว้ในบ้านจะทำให้อยู่กันมีความสุข ไม่แยกจากกันชั่วนิรันดร
จะทำให้ชีวิตครอบครัวอุดมสมบูรณ์
พูนสุขไปด้วยทรัพย์สินเงินทอง
ส่วนบางครอบครัวที่แต่งงานให้ลูกหลาน และอยากให้ลูกหลานตน
มีความสุขมากยิ่งขึ้น ไม่ให้แตกแยก เลิกร้างจากกัน ก็จะแกะชื่อ-สกุล
ฝ่ายชายลงในแผ่นไม้รัก
แล้วใส่ใน กะลาตัวตาเดียว เมีย ส่วนชื่อ-สกุล
ฝ่ายหญิง ก็จะแกะลงในแผ่นไม้รักอีกแผ่น แล้วใส่ใน กะลาตัวตาเดียว ผู้
เก็บไว้คู่กันในบ้าน ก็จะรักกันชั่วนิรันดร
และยังมีประวัติที่เล่ากันเป็นทอดๆ สมัย ปู่ ย่า ตา ยาย ที่รู้เรื่อง
กะลาตาเดียว เล่ากันว่า
ยังมีคู่บ่าวสาวที่แต่งงานกัน
ไม่ให้สามีของตนนอกใจไปรักหญิงอื่น ก็จะแกะสลัก ชื่อ-สกุล ทั้งคู่
สามี-ภริยา ลงในแผ่นไม้รักแผ่นเดียวกัน แล้วใส่ลงใน กะลาตาเดียว
ก็จะทำให้สามีหลงรักตนคนเดียว
ไม่นอกใจไปรักหญิงอื่น ส่วนสามีก็เช่นกัน
ถ้าต้องการให้ภริยาเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี ก็จะแกะสลัก
ชื่อ-สกุล
สามี-ภริยา ลงในแผ่นไม้รักแผ่นเดียวกัน แล้วใส่ลงในกะลาตัวผู้ ก็จะทำให้
ภริยาไม่นอกใจ
ไปมีชู้ โดยเฉพาะพวกข้าราชการทหารที่ออกรบ
หรือไปประจำการตามหัวเมืองต่างๆ กะทันหัน
ในช่วงเวลาที่แต่ง
งานกันใหม่ๆ แล้วจำเป็นต้องราชการแล้วนำภริยาไปด้วยไม่ได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ร้านหวายเก้าเส้น
อาถรรพ์ของ กะลาตาเดียว
กะลาตาเดียว หรือ
กะลามะพร้าวตาเดียว ถือกันว่าเป็นวัตถุอาถรรพ์
ที่มีฤทธิ์อยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว
แม้ว่าไม่ต้องปลุกเสกก็ยังมีความศักดิ์สิทธิ์ คนแต่ก่อนได้กล่าวกันว่า
กะลาตาเดียว มีคุณวิเศษหลายอย่าง
1. กะลาตาเดียว
ใช้สำหรับตักข้าวสารใส่หม้อ เวลาหุงข้าวกิน หากว่านำติดตัวไปประกอบอาชีพ
ธุรกิจ จะทำให้เกิด
ทรัพย์สมบัติบริบูรณ์ หากเป็นชาวไร่ ชาวนา
และพืชในไร่งอกงามดี หากเป็นข้าราชการก็จะเจริญทาง
ยศฐาบรรดาศักดิ์
ได้เป็นหัวหน้า เป็ฯนายคน เป็นใหญ่เป็นโตเร็วกว่าคนอื่นๆ
2. กะลาตาเดียว ใช้เป็นเครื่องรางของขลัง
ติดประจำกายไว้กับตัว เพราะกะลาตาเดียวเป็นอาถรรพ์มีดีอยู่ในตัวแล้ว
หากว่ามีการนำไปปลุกเสกลงคาถาอาคมก็จะยิ่งมี อิทธิฤทธิ์มากยิ่งขึ้น
3. กะลาตาเดียว ใช้สำหรับเป็นสิ่งป้องกันเสนียดจัญไร
ป้องกันคุณไสยและภูติผีปีศาจได้ ใช้แก้ผีเข้า ของมีคมเข้าตัว
ใช้
ล้างอาถรรพ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในบ้าน เช่นปลูกบ้านทับของมีอาคมร้าย ซากศพ
บ่อน้ำ บ้านตั้งอยู่กลางสามแพร่ง
และอื่นๆ ที่ส่งผลร้ายให้แก่ผู้อาศัย
ให้กลับกลายเป็นดีได้
4. กะลา
ตาเดียว ใช้ป้องกันภัย
อันตรายต่างๆได้ เช่นทำให้แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุต่างๆที่จะมาถึงตัว
5.
กะลาตาเดียว ใช้ทำเป็นสร้อยคอ สร้อยข้อมือ
ติดตัวเป็นประจำ จะทำให้สุขภาพแข็งแรงดี โรคภัยไข้เจ็บ จะไม่ค่อย
มาเบียดเบียน ที่เจ็บป่วยอยู่ก็จะทำให้สุขภาพดีขึ้น
6. กะลาตาเดียว นำบูชาอยู่เป็นประจำ
จะทำให้เกิดโชคลาภสม่ำเสมอ ทรัพย์สินเงินทองจะหลั่งไหลมาเทมาไม่ขาดสาย
7. กะลาตาเดียว นำพกพาไปค้าขายก็จะค้าขายดี
นำติดตัวไปซื้อของก็จะได้ของมามาก ทั้งที่มีเงินนิดเดียว ถ้าขายของ
ก็จะได้เงินเข้ามามาก แต่ของที่ขายไปดูยังไม่ยุบไปเท่าไหร่
8. กะลาตาเดียว คนสมัยโบราณ
ใช้นำเป็นเครื่องมือแพทย์โบราณใช้ในการตัดต้อที่ตาของคน ให้หายขาดได้
9. กะลาตาเดียว ใช้เป็นยารักษาโรคอัมพาต
โดยนำทั้งลูกมาผ่า แบ่งเป็นสี่ส่วน ให้นำชิ้นนึงไปทางทิศตะวันตก
อีกสามชิ้นส่วน มาต้มน้ำ มาต้มน้ำกินน้ำทุกวัน วันละ 3 มื้อ มื้อละ 1 แก้ว
ถ้าหมดก็นำมาแบ่งเช่นเดิม
แล้วต้มกินอีก ไม่นานก็จะหายจากอัมพาต
พระ ราหู ตามความหมายในมิติต่างๆที่รู้จักกัน
1. พระราหู ในทางโหราศาสตร์ พระราหูคือ เทวดาองค์ที่ 8
ใช้เป็นเทวดาประจำตัวของผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืนและมีมิตรที่เข้าใจกันคือ
พระเสาร์ พระราหูมีกำลังเสวยอายุตัวเองใน 108 ปี ตามกำลังเทวดา พระราหู
จะเสวยอายุเพียง 12 ปี
และ ใน 1 ปี พระ ราหู จะเสวยอายุ เพียง
และใน 1 เดือน พระ ราหู จะเสวยอายุ เพียง
และใน 1 วัน พระ ราหู
จะเสวยอายุ เพียง
แต่ ในเมื่อ พระ ราหู
เข้ามาเสวยอายุของดวงชะตาของมนุษย์ทุกคน พระราหูจะมาดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับ
ผู้ที่เกิดวันต่างๆ ทั้ง 8 วัน (รวมถึงพุธกลางคืน)
การมาเสวยอายุจึงไม่เหมือนกัน แต่ถ้ารู้จักบูชาพระราหูให้ถูกต้อง
ถ้าพระราหูมาร้ายก็จะช่วยบรรเทาให้ร้ายกลายเป็นดี
ถ้ามาดีก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก
เพราะพระราหูเป็นเทพเจ้าที่ให้ความลุ่มหลงมัวเมา
เหมาะสำหรับอบายมุขหรือโชคลาภปลอดภัย หรือเรื่องเสี่ยงๆต่างๆ
2.
ตามปรากฏการณ์ธรรมชาติ พระราหู คือ คราสหรือเงา
ซึ่งเงานั้นก็คือเงาของโลกเรา ที่ไปปรากฏทับดวงจันทร์นั่นเอง
หรืออย่างที่ปรากฏในสายตาชาวบ้านว่าราหูกำลังอมดวงจันทร์
ซึ่งจะต้องทำเสียงอึกทึกครึกโครม
จุดประทัดหรือยิงปืนหรือเคาะโคนต้นไม้เพื่อให้พระราหูช่วยให้ต้นไม้มีผลดก
หรืออย่าให้ราหูอมดวงจันทร์
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อราหูอมดวงจันทร์
มักเรียกว่าเกิดจันทรุปราคา หรือจันทคราส หรือราหูอมจันทรา
ถ้าเกิดในตอนกลางวัน ก็เรียกว่า เกิดสุริยุปราคา หรือสุริยคราส
หรือราหูสุริยัน
3. ในความหมายของเทวปกรณัม พระราหู
คือเทพอสูรซึ่งมีหลายตำนานด้วยกัน ในทุกตำนานกล่าวว่า พระราหู
เป็นผู้อิทธิยิ่งใหญ่ ในเหล่าอสูรทั้งปวง
แม้ในสวรรค์ชั้นฟ้าก็ยากที่จะหาผู้ใดมาต่อกรกับองค์ พระราหู ได้
สำ
หรับเทวลักษณะพระราหูนั้นในคติอินเดียโบราณ กล่าวไว้ว่า
เมื่อแรกกำเนิดมานั้น พระราหู มีลักษณะเป็นอสูร ใบหน้าเป็นยักษ์
ท่อนล่างเป็นพญานาค จึงถือว่า พระราหู และพญานาคเป็นสหายกันตามไปด้วย
ในกาลต่อมา พระราหู ถูกจักรพระนารายณ์จนกายขาดเป็นสองท่อน
แต่ก็ไม่ตายด้วยได้ดื่มน้ำอมฤต แต่ก็มีเพียงครึ่งตัวเท่านั้น
ท่อนล่างที่เป็นนาคก็กลายเป็นพระเกตุ บ้างก็ว่ากลายเป็นดาวหาง
โดย
ทั่วไปใครๆ กู้รู้จัก พระราหู แต่อาจจะไม่รู้ว่าพระราหูเป็นใคร
มีความเป็นมาอย่างไร
แต่พอได้ยินชื่อพระราหูก็มักจะคิดถึงเชิงร้ายมากกว่าเชิงดี
ยิ่งพอไปหาหมอดูๆ ทำนายว่า พระราหู เข้าหรือพระราหูแทรกในดวงชะตา
ก็มีความตื่นตกใจกลัวสิ่งร้ายๆ ต่างๆ จะเกิดขึ้น
คนไทยส่วนใหญ่ซึ่งมีความเข้าใจเหมือนๆกัน ในเรื่องร้ายเพียงด้านเดียว
เพราะเข้าใจว่าพระราหูเป็นยักษ์เป็นมาร เป็นตัวแทนของสิ่งไม่ดี
จริงๆแล้วพระราหู คือเทพเจ้าพระองค์หนึ่งที่มีความหมายหลายมิติ
มีความลึกซึ้ง กว้างขวาง ลุ่มลึก
มากกว่าการเป็นแค่ซึ่งชั่วร้ายตามที่เข้าใจกันมา
4.
พระราหูที่ปรากฏในตำนานพุทธศาสนา ในตอนที่ พระราหู
เคยได้ยินบารมีของพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา
จึงมีความปรารถนาที่จะเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ครั้นเมื่อได้ไปเข้าเฝ้านั้น
แรกทีเดียวพระราหูวิตกไปว่า ร่างกายของตัวเองใหญ่โต
ฉะไหนเลยจะกราบพระบาทของพระพุทธองค์ได้ พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งด้วยพระญาณ
เมื่อรู้ว่าพระราหูจะมาเข้าเฝ้า
จึงเนรมิตกายให้ใหญ่กว่าพระราหูทรงประทับนอนไสยยาสตร์รออยู่
เมื่อพระราหูเข้าเฝ้าก็มองไม่เห็นพระองค์ จนเมื่อพระองค์ตรัสเรียก
ปรากฏว่าพระราหูต้องแหงนหน้าดู ตัวเองกลับเล็กนิดเดียว
เป็นที่อัศจรรย์แก่พระราหูอย่างยิ่ง
จึงถวายบังคมพระพุทธองค์โดยกล่าวขอสมาทานพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งสืบมา
ใน ทางพุทธศาสนาพระราหูเป็นเทพอสูรเช่นกัน แต่เป็นเทพอสูรฝ่ายดี
ที่พระพุทธองค์ทรงกำจัดมานะละพยศ
พระราหูจนกระทั่งพระราหูขอสมาทานไตรสรณคมณ์และยังเป็นเทพองค์หนึ่ง
ที่มีความสำคัญในการร่วมรจนาบทคาถา “นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต
สัมมาสัมพุทธัสสะ” โดยองค์อสุชินราหูได้กล่าวคำว่า “ตัสสะ”
เป็นคำนอบน้อมต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อดีตชาติ พระ ราหู ในคติไทย
ตำนาน เกี่ยวกับเทพ ราหู นั้นมีหลากหลายตำนาน
แต่ละตำนานได้ผูกไว้เป็นปริศนาบางอย่าง
แต่ปรากฏที่แน่ชัดของพระราหูในตำนานไทยเรานั้น กล่าวไว้ว่า
เมื่อชาติก่อนได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นพี่น้องกับพระอาทิตย์และพระจันทร์
แต่ตอนนั้นพระราหูพระราหูมีนิสัยอิจฉาพี่ทั้งสองเมื่อทำบุญตักบาตร
พระอาทิตย์กับพระจันทร์ได้ใช้ขันสีเงิน สีทอง ใส่ข้าวตักบาตรถวายพระ
ส่วนพระราหูกลับใช้กะลาใส่ข้าวตักบาตรถวายพระ
เมื่อ
ทั้งสามพี่น้องสิ้นภพสิ้นชาติไปแล้ว
ผู้ใช้ขันทองตักบาตรได้ไปเกิดเป็นพระอาทิตย์
ผู้ใช้ขันเงินตักบาตรได้ไปเกิดเป็นพระจันทร์
ส่วนผู้เป็นน้องสุดท้องผู้ใช้กะลาตักบาตรด้วยอำนาจแห่งความริษยาในใจ
แม้ว่าจะเคยสร้างกุศลไว้ แต่ก็ยังมีอกุศลกรรมทำให้ต้องไปเกิดเป็น พญาอสูร
เป็นเทพที่มีอิทธิฤทธิ์ไม่แพ้พระอาทิตย์และพระจันทร์
ก็ที่มนุษย์ทั่วไปรู้จักกันในนามการเกิดสุริยุปราคา และจันทรุปราคา
และเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ให้มนุษย์โลกได้เห็นจึงต้องใช้กะลาหรืออย่าง
อื่นตามที่จะหาได้เคาะส่งเสียงให้ดังสนั่น เหตุที่ต้องใช้กะลามา
เคาะขณะเกิดคราส
เพราะว่ากะลาเป็นภาชนะที่พระราหูเคยใช้เป็นภาชนะในอดีตชาตินั่นเอง
เมื่อพระราหูได้เจอหรือได้ยินเสียงการเคาะกะลาจึงต้องค่อยๆ
คลายการจับพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ เพื่อมาช่วยเหลือคนที่มีกะลา
แต่กะลาที่ว่านั้นต้องเป็นกะลาตาเดียว หรือกะลาสามตา หรือกะลาไม่มีตา
พระราหู คือ พระโพธิสัตว์
พระ ราหู
นั้นถือกำเนิดเป็นเพทพอสูร ในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธองค์กล่าวไว้ว่า
พระราหูนั้นเป็นพระโพธิสัตว์และนับเป็นพระนิตยโพธิสัตว์ คือ
ผู้ที่ได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าในอดีตมาแล้วว่าจะสำเร็จเป็นพระอุตร
สัมมาโพธิญาณอย่างแน่นอน ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงท้อถอยในการสร้างบารมี
พระหูจึงเป็นเทพอสูรผู้ประทานทุกสิ่งให้กับมนุษย์ผู้ที่กราบไว้บูชาท่าน
ในเรื่องที่เสี่ยงๆหรืออบายมุขโชคลาภ หรือสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
เพื่อเป็นการสร้างบารมีของพระราหูเอง ซึ่งในคัมภีร์อมาคตวงค์
กล่าวว่าพระราหูนั้นจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 6
โดยเริ่มนับจากพระศรีอริยเมตไตยไปอีก 5 พระองค์
และในกาลครั้งนั้นพระราหูจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า
“พระนารทพุทธเจ้า” ตามคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้า
ตาม
ตำนานพุทธประวัติที่กล่าวมานี้
โปรดได้เข้าใจด้วยว่าการไหว้พระราหูซึ่งเป็นเทพอสูร มิได้เป็นการมิจฉาทิฐิ
หรือไม่ใช่ลัทธิอย่างหนึ่งอย่างใด แต่ในกาลปัจจุบัน พระราหู
ถือเป็นพุทธบริษัทผู้หนึ่ง ตามหลักของพระพุทธศาสนา
และนับเป็นธรรมบาลคือผู้คุ้มครองรักษาพระพุทธศาสนา และนับเป็นพระโพธิสัตว์
ผู้บำเพ็ญบารมีโปรดพุทธศาสนิกชนและโปรดเหล่าสรรพสัตว์หรือมนุษย์ทั้งหลาย
ผู้ที่กราบไหว้บูชาและเคารพนับถือท่านให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยหรือว่าให้จาก
หนักเป็นเบา ร้ายกลายเป็นดี ถ้าดีอยู่แล้วก็ดียิ่งขึ้นไปอีก
ดังนั้นการกราบไหว้พระราหูซึ่งเป็นผู้ดูแลพระพุทธศาสนา
จึงไม่ใช่การกราบไหว้สิ่งชั่วร้ายแต่อย่างใดเลย
มีแต่จะทำให้พบความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก
เพียงแต่ว่าสัญลักษณ์ของพระราหูนั้นตามกลักของโหราศาสตร์เป็นตัวแทนของดาว
บาปเคราะห์เท่านั้น
ดังนั้นเมื่อพระ ราหูเข้าเสวยอายุ
หรือเข้าแทรกดวงชะตาของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม
หรือเข้าปกคลุมดวงเมืองก็ดีหรือเข้าสู่จุดสำคัญต่างๆ ของดวง เช่น จุดวินาศ
เป็นต้น
ก็สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงบางอย่างจะต้องเกิดขึ้นจึงควรระวังใน
การใช้ชีวิต เมื่อพระราหูเข้าครอบงำปกคลุม หรืออยู่ในลัคนาราศีสำคัญๆ
หรือพระราหูเสวยอายุ หรือแทรกดวงชะตาต่างๆ
ของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามโบราณท่านจึงได้เตือนไว้ว่า
เมื่อพระราหูมาเยือนในดวงชะตาราศีหรืดวงเมืองในทางพระพุทธศาสนาพระราหูเป็น
ดวงบาปเคราะห์
ฉะนั้นจึงเป็นเครื่องบ่งบอกถึงบาปกรรมที่เราเคยสร้างไว้แต่ชาติปางก่อน
หรือในอดีตชาติของทุกภพทุกชาติกำลังตามมาสนอง
แต่ไม่ได้หมายความว่าพระราหูเป็นผู้มาให้โทษโดยตรง
แต่โทษทุกข์นั้นมาจากผลกรรมที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนมา
ซึ่งทุกคนต้องชดใช้กรรมในชาติปัจจุบัน
ซึงผลกรรมที่มนุษย์ทุกคนได้รับไม่เหมือนกัน
เพราะกรรมที่สร้างมาไม่เหมือนกันพระราหูจึงเป็นเทพที่จะมาเตือนให้เรารู้ว่า
บาปกรรมที่เคยสร้างไว้กำลังจะมาถึงทำให้เรารู้จังหวะชีวิตมากขึ้น
แต่เมื่อมีพระราหูเข้ามาถ้าเรารู้จักบูชาพระราหูซึ่งเป็นดวงบาปเคราะห์ก็จะ
ช่วยบรรเทากรรมของเราให้เหลือน้อยลง
หรือจากหนักมาเป็นเบาจากเบาเป็นไม่เกิดเลยหรือเรื่องร้ายๆ
กลายเป็นดีถ้าเป็นเรื่องดีๆ พระราหูก็จะส่งเสริมให้ดีขึ้นไปอีก
พระ
ราหูอีกมิติหนึ่งในโลกวิทยาศาสตร์
ก็คือเงามืดของโลกที่มีขนาดมหึมาที่คอยตามโลกขณะหมุนรอบตัวเองและดวงอาทิตย์
พระราหูจึงคอยตามโลกตลอดเวลาและการที่โลกมีเงามึดขนาดมหึมา
แล้วโลกมนุษย์เราอาศัยอยู่นี้เปรียบเสมือนแม่ของพระราหู
คือพระแม่ธรณีนั่นเอง
เพราะฉะนั้นมนุษย์บนโลกเราทุกผู้ทุกนามหนีไม่พ้นพระแม่ธรณีและพระราหูไปได้
แม้แต่คนเดียว
ดั้งนั้นการกราบไหว้บูชาพระราหูและแม่ธรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่เหลวไหลเลย
เพราะว่าสิ่งที่เรากราบไหว้บูชา คือโลกของเราและพระโพธิสัตว์องค์ที่ 6
ของพระพุทธศาสนา
อำนาจ
และอิทธิฤทธิ์ของ พระ ราหู
พระ ราหู
มีพลังอำนาจเปรียบเสมือนคนที่มีร่างกายใหญ่โต มีความกล้า ทรงฤทธานุภาพมาก
ใครเห็นเพียงแว่บแรกก็บังเกิดจิตเกรงกลัว
แต่เมื่อคิดจะทำสิ่งใดก็วางแผนแบบคายจนประสบความสำเร็จ ดังนั้น พระราหู
มีพลังอำนาจให้เป็นที่ประจักษ์แจ้งดังนี้
1. ด้วยเหตุที่ พระราหู
นั้นเป็นสิ่งที่บดบังพระอาทิตย์ให้อับแสงได้
และเมฆหมอกทั้งปวงนั้นก็คือว่าเป็นบริวารของพระราหู โบราณท่านจึงถือว่า
พระราหู เป็นเทพองค์เดียวที่สามารถดับความร้อนของดวงอาทิตย์ให้เย็นลงได้
ก็จะสามารถดับความทุกข์ร้อนของมนุษย์ที่รู้จักกราบไหว้บูชาองค์ พระราหู ได้
เช่นกัน และสามารถระงับโทสะได้จึงถือว่าเป็นข้อดีของ พระราหู
แต่ในทางที่กลับกันถ้าทำไม่ถูกต้อง พระราหู ก็สามารถเพิ่มความทุกข์ร้อนได้
ยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวได้เช่นกัน
2. พระราหู
เป็นเทพอสูรจึงกล่าวได้ว่าเป็นหัวหน้าของพวกภูตผีปีศาล
พวกอสูรมารร้ายทั้งปวงทั้งหลายต้องเกรงกลัวตะยะอำนาจของ พระราหูด้
วยกันทั้ง สิ้น
3. ด้วยเหตุที่ พระราหู
สามารถบดบังแสงอาทิตย์และแสงจันทร์ทำให้มืดมิดปิดแสงได้ โบราณเชื่อว่าอำนาจ
พระราหู นั้นย่อมสามารถเป็นที่กำบังกายล่องหนหายตัวได้ เช่นกัน
4.
พระราหู เป็นผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ โบราณเชื่อว่า อำนาจ พระราหู
ดีเด่นทางคงกะพันชาตรีได้ด้วยเช่นกัน
5. พระราหู
เป็นอำนาจของความลุ่มหลงมัวเมา คิดจะทำอะไรต้องทำให้ได้
เข้าทำนองที่ว่าตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก ดังนั้นโบราณจึงถือว่า พระราหู
มีอำนาจทางเสน่ห์เมตตามหานิยมเป็นอย่างยิ่ง
6. พระราหู
เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความเมตตาช่วยเหลือ
เพราะโบราณเชื่อว่าในขณะที่เกิดคราสไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน
มนุษย์บนโลกได้ใช้กะลาเคาะส่งเสียงหรือยิงปืนจุดประทัดเพื่อส่งเสียงให้
พระราหู คลายจากการกลืนดวงจันทร์หรืออาทิตย์
แล้วการช่วยเหลือมนุษย์ผู้ที่เคาะกะลาหรือส่งเสียงขอความช่วยเหลือ
แม้แต่ชาวสวนชาวไร่ก็ต้องเคาะต้นไม้เพื่อให้พระราหูมาช่วยให้เกิดความอุดม
สมบูรณ์ บางคนสตาทร์เครื่องรถยนต์หรือกดแตรรถยนต์
เพื่อขอพระราหูให้มาคุ้มครองรถหรือครอบครัวของตนเองให้เกิดความสมบูรณ์ยิ่งๆ
ขึ้นไป
สำหรับผู้ที่เคารพกราบไหว้ พระ ราหู
ต้องรู้ว่าเครื่องรางของขลังที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยที่มนุษย์ไม่สามารถ
สร้างขึ้นมาเองได้นั้น ได้มีเกิดขึ้นมามากมายในโลกนี้ทั้งที่เป็นพืช โลหะ
อโลหะแต่ทั้งนี้ต้องอาศัยการเข้าสมาธิ ญาณ ระดับโลกียะ
จึงอาจล่วงรู้ความลับความจริงถึงคุณประโยชน์ของสิ่งเหล่านี้ได้
ผู้ฝึกจิตเข้าถึงสมาธิ ญาณ ขั้นสูงเท่านั้น
ที่พึงจะรู้ได้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าสร้าง
ให้มาตามธรรมชาติ
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้นำมาประกอบพิธีกรรมปลุกเสกให้เป็นเครื่องรางของขลังก็ตาม
เพราะว่าวัตถุมงคลธรรมชาติเหล่านี้มีเทพรักษาอยู่
ตามศาสตร์โยคะของพราหมณ์อินดู
ซึ่งเป็นต้นลัทธิการนับถือเครื่องรางของขลังนั้นมีการระบุไว้ว่าวัตถุธาตุ
ต่างๆ ในธรรมชาติที่มีเทพรักษาอันทรงพลานุภาพอันน่าอัศจรรย์
โดยวัตถุธาตุเหล่านั้นแต่ละอย่างจะมีความสัมพันธ์กับดาวนพเคราะห์
ในจักรวาลอย่างลี้ลับอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง
แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงวัตถุมงคล
ธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับพระราหูและดวง
ชะตาชีวิตของมนุษย์โดยตรงสิ่งนั้นก็คือ “กะลา”
กะลา
มะพร้าวใครๆก็รู้จัก ใครๆก็เคยเห็น
แต่ที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่ากะลาก็คือส่วนหึ่งของผลมะพร้าว
ซึ่งมะพร้าวก็เป็นของคู่บ้านคู่เมืองของเรามาตั้งแต่ยุคสมัยโบราณสิ่งที่ทุก
ครัวเรือนทุกคนทุกระดับทุกชนชั้นต้องรู้จักมะพร้าว
และทุกครัวเรือนก็ขาดมะพร้าวไม่ได้เช่นกัน
แต่ได้มีบุพราจารย์ผู้มีสมาธิขั้นสูงพึงรู้ด้วยปัญญาญาณของท่านว่า
ยังมีกะลาที่เหนือกะลาและของสิ่งนั้นก็เป็นวัตถุตั้งแต่โบราณกาล
มงคลที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมนุษย์ไม่ได้สร้างขึ้นมา
และก็หายากมากมีความขลังความศักดิ์สิทธิ์เป็นเอกอุอยู่ในตัว
และของสิ่งนั้นคือของคู่ตัวขององค์เทพอสูร พระราหู คือ กะลาตาเดียว
กะลาสามตา กะลาไม่มีตามีแต่ปาก กะลาสองปากตาเดียว กะลาไม่มีตา(มหาอุด)
ทีนี้ในเมื่อเราเริ่มรู้จักชื่อของกะลาต่างๆ แล้ว
เรามาเจาะลึกถึงกะลาแต่ละอย่างกันดีกว่าตามบุพราจารย์ได้กล่าวไว้ตั้งแต่
โบราณกาล
1. กะลาธรรมดาทั่วไป คือ กะลาหนึ่งปากกับสองตา
ส่วนตาคือส่วนบุ๋มลงไปแต่ไม่งอกหน่อส่วนปากของกะลาก็คือตรงที่มีรูงอกหน่อ
ขึ้นมาเพื่อเติบโตเป็นต้นมะพร้าวต่อไป
กะลาประเภทนี้จะพบเห็นทั่วไปตามธรรมชาติทุกพื้นที่ไม่สามารถนำมาทำเป็นวัตถุ
มงคลได้ นอกจากนำมาทำเป็นของใช้ในครัวเรือนหรือทำเครื่องประดับเท่านั้น
ทีนี้ในเมื่อเราเริ่มรู้จักชื่อของกะลาต่างๆ
แล้ว เรามาเจาะลึกถึงกะลาแต่ละอย่าง
กันดีกว่าตามบุพราจารย์ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ โบราณกาล
1.
กะลาธรรมดาทั่วไป คือ กะลาหนึ่งปากกับสองตา
ส่วนตาคือส่วนบุ๋มลงไปแต่ไม่งอกหน่อส่วนปากของกะลาก็คือตรงที่มีรูงอกหน่อ
ขึ้นมาเพื่อเติบโตเป็นต้นมะพร้าวต่อไป
กะลาประเภทนี้จะพบเห็นทั่วไปตามธรรมชาติทุกพื้นที่ไม่สามารถนำมาทำเป็นวัตถุ
มงคลได้ นอกจากนำมาทำเป็นของใช้ในครัวเรือนหรือทำเครื่องประดับเท่านั้น
2. กะลาที่เป็นวัตถุมงคลธรรมชาติที่มีดีมีเทพรักษาอยู่ในตัวก็คือ
กะลาตาเดียว จะมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ตามธรรมชาติคือ
จะมีปากที่เป็นรูงอกหน่อและก็จะมีตาส่วนที่บุ๋มลงไปเพียงหนึ่งตาเท่านั้น
ปากและตาจะอยู่ฝั่งตรงกันข้ามเป็นสองฝั่ง
กะลาชนิดนี้เป็นกะลาที่เป็นวัตถุมงคลที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
แม้ยังไม่นำมาทำพิธีกรรมก็สามารถใช้ได้แล้วแต่ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่ถ้านำมาแกะเป็นรูปพระราหูแล้ว
เข้าพิธีปลุกเสกผ่านพิธีกรรมที่ถูกต้องแล้วจะเป็นของขลังที่ส่งพลานุภาพ
พุทธคุณให้กับผู้บูชาได้สมปรารถนาทุกปราการตามตำนานบันทึกไว้ในประวัติ
ศาสตร์ยุคสุโขทัยบันทึกไว้ว่าคนหนุ่มสาวที่แต่งงานกันและก็ออกเรือนไปตั้ง
ครอบครัวใหม่ทุกคน สิ่งแรกที่พ่อแม่มอบให้เป็นของคู่ตัวของคู่บ่าวสาวก็คือ
กะลาตาเดียว แต่การที่จะหากะลาตาเดียวนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอสมควร
เพราะว่ากะลามะพร้าวทั่วไปเป็นพันเป็นหมื่นลูกจึงจะเจอสักลูกสองลูกถ้าผู้ใด
เจอก็นับว่าโชคดีของผู้นั้นไป
คู่บ่าวสาวคู่ใดในยุคสุโขทัยถ้าได้รับกะลาตาเดียวจากพ่อแม่ก่อนออกจากครอบ
ครัวเดิมไปตั้งครอบครัวใหม่
คู่บ่าวสาวคู่นั้นจะพบแต่ความสุขความเจริญความสมบูรณ์เป็นอย่างมากและในยุค
ต่อๆมาจนถึงปัจจุบัน จะมีผู้รู้จะได้ใช้กะลาตาเดียวตัดครึ่งใบ
นำส่วนที่มีตาเดียวใส่ไว้ในถังข้าวสาร
เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในการทำมาหากินให้กับครอบครัวไม่มีคำว่าอดอยากสมบูรณ์
ทุกอย่างในการทำมาหากินประกอบอาชีพทุกๆอาชีพ
ที
นี้เรามาสรุปเรื่องกะลาตาเดียวถ้าผ่านพิธีกรรมที่สมบูรณ์จริงๆ
ในตำราทักษามหาพยากรณ์นั้นได้กล่าวไว้ว่า
เมื่อบุคคลใดก็ตามถูกพระราหูเสวยอายุหรือพระราหูแทรก
ในช่วงเวลานั้นจะเกิดความรุ่มร้อนมีเคราะห์ต่างๆ
เพราะพระราหูนั้นเป็นเทพอสูรเป็นความบาปเคราะห์
เป็นความมึดเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว
แม้ยามที่พระราหูจะจรพ้นการเสวยอายุหรือแทรกอายุไปก็ยังแผลงฤทธิ์ตอนเข้า
หรือตอนออกด้วย ในทักษาจึงกำหนดไว้ว่า
เมื่อพระราหูเสวยอายุหรือแทรกจักต้องทำพิธีต้อนรับพระราหูและตอนที่พระราหู
จรออกต้องทำพิธีส่งพระราหูหาไม่แล้วจะเดือดร้อนจนไม่อาจประคองตัวได้ถึงกับ
ล้มละลายหรือประสบกับพิบัติต่างๆ กับตัวเองหรือบุคคลรอบข้างได้
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่บุพราจารย์โบราณใช้บรรเทาฤทธิ์ของราหูได้เป็นอย่างดี
คือ กะลาตาเดียวนั่นเอง
อำนาจอานุภาพ
สรรพคุณพุทธคุณของกะลาตาเดียวที่นำมาแกะป็นราหูและก็ผ่านพิธีกรรมที่สมบูรณ์
ที่ขึ้นชื่อที่สุดคือ
1.เป็นอำนาจทางคงกะ พันชาตรี
เป็นมหาอุดอย่างเอกอุยอดเยี่ยมที่สุด
2.มีอำนาจในทางป้องกันภูตผีปีศาล
ทำลายอำนาจมนต์ดำลบล้างอำนาจคุณไสย กันผีกันคุณไสย เสนียดจัญไรต่างๆ
ลมพัดลมเพได้ดีที่สุด
3.เป็น โชคลาภ เป็นสื่อนำทรัพย์สินเงินทอง
ข้าวปลาอาหารสิ่งดีๆต่างๆมาสู่ผู้บูชา
คำว่าอดอยากเป็นไม่มีคือสามารถหาเงินทองมาได้ตลอดไม่ขัดสนแต่เหลือหรือไม่
เหลือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
4.มีความเจริญใน การทำมาหากิน เรือกสวนไร่นา
รับราชการ มียศถาบรรดาศักดิ์ ค้าขายร่ำรวยทุกอาชีพหากินไม่ขัดข้องตามอาชีพ
5.เป็น เมตตามหานิยมสำหรับผู้พบเห็นเข้าหาเจ้านายหรือ เพศตรง ข้าม
6.ใช้รักษา โรค
ถึงในตอนี้ต้องขอสรุปกะลาตาศักดิ์สิทธิ์
1.เป็นของที่ใช้หาทรัพย์ ได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้นไป
2.ไม่มีคำว่าอดอยากหรือขาดแคลน
3.เป็นเมตตา มหานิยมของคนทั่วไป
4.คงกระพันชาตรีเป็นมหาอุดหยุดกระสุนปืนได้
5.ป้องกัน
คุณไสยต่างๆได้เป็นอย่างดี
6.ประกอบอาชีพต่างๆ หรือรับราชการมีผลดี
7.ใช้ รักษาโรค
8.เป็นโชคลาภ
9.รับเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ตามความรู้สึก
ใน
เมื่อเราได้รู้เรื่องเทพอสูรพระราหูและเรื่องกะลาศักดิ์สิทธิ์กันไปพอสมควร
แล้ว
ทีนี้เราจำเป็นจะต้องรู้ลักษณะของพระราหูที่บุพราจารย์ตั้งแต่โบราณกาลว่า
รูปลักษณ์อย่างไรความหมายอย่างไร
1.รูป ลักษณ์พระราหู
ซึ่งมีรูปหน้าอมดวงจันทร์ หรือ ดวงอาทิตย์
ที่มีลักษณะใช้มือจับดวงจันทร์หรืออาทิตย์
ที่มีลักษณะใช้มือจับดวงจันทร์หรืออาทิตย์เพื่อกลืนกินรูปลักษณ์
เช่นนี้หมายถึงว่าการใช้มือจับดวงชะตาของผู้บูชาไว้โดยไม่หนักแน่นมั่นคง
เท่าไหร่นัก ดังรูป
2.รูปลักษณ์พระราหู
ที่ใช้มือทั้งสองข้างมีลักษณะที่ประคองคางหรือบีบคางด้วยใช้ปลายนิ้วขึ้น
ข้างบนลักษณะอย่างนี้หมายถึงว่า การประคองดวงชะตาของผู้บูชาให้ดีขึ้น
3.รูป ลักษณ์พระราหูที่ใช้มือทั้งสองข้าง
ประคองคางหรือบีบคางโดยนิ้วมือชี้ลงล่าง ลักษณะนี้หมายถึง
ว่าการประคองดวงชะตาของผู้บูชาได้น้อยกว่าแบบนิ้วขึ้น
4.รูป
ลักษณ์พระราหูที่ใช้นิ้วทั้งสองข้าง
สอดเข้าหากันใต้ดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ ลักษณะอุ้มดวงไว้ หมายถึง
ว่าการอุ้มดวงชะตาของผู้บูชาแบบมั่นคงดีที่สุด
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น
ไม่ว่าแบบไหนก็สมควรบูชาเถิดจะเกิดแต่ผลดีเท่านั้น
การวางตำแหน่งรูป
สัญลักษณ์ของพระราหูมีให้พบเห็น ได้หลายรูปแบบ ซึ่งพอจะมีความหมายได้ดังนี้
1.พระ ราหูที่มีองค์เดียว หมายถึงว่า ทั้งพระราหูสุริยันและจันทรา
รวมอยู่ในองค์เดียวกัน หมายถึงเครื่องหมายแห่งความเมตตาและช่วยเหลือ
2.พระ ราหู 2 องค์ ก็คือ องค์หนึ่งก็คือพระราหูสุริยัน หมายถึงกลางวัน และ
อีกองค์ก็คือ พระราหูจันทรา หมายถึง กลางคืน
3.พระราหู 4 องค์ หมายถึง
พระราหูที่อยู่ประจำทิศทั้ง 4
4.พระราหู 8
องค์หมายถึงพระราหูประจำทิศต่างๆ ทั้ง 8 ทิศ หรือเทวดาประจำองค์ที่ 8
5.พระ ราหู 12 องค์ หมายถึง กำลังของพระราหู ซึ่งมีกำลัง 12
สำหรับ
รูปร่างลักษณะไม่ได้กำหนดตามตัวว่าต้องมี ลักษณะอย่างไร
และกายสีผิวก็เหมือนกันไม่ได้ กำหนดกันให้ชัดเจนเท่าไหร่นัก
และที่นิยมบูชาก็คือ สีทอง สีเงิน และสีดำ
ใน เมื่อเรารู้รูปลักษณ์
การจับดวงของพระราหูแล้ว เราก็ต้องมารู้เรื่อง ลักษณะของกะลา
กายสิทธิ์ของพระราหูไปด้วยพร้อมกันดังนี้
กะลาทุกแบบที่กล่าวมาแล้วข้าง
ต้นจะมีลักษณะ ไม่เหมือนกันและอานุภาพก็ไม่เหมือนกันคือ
1.กะลา
ที่มีลักษณะเป็นลูกแบนๆ ก้นสั้นๆ แป้นๆ กลมๆ ก้นเรียบ ถ้ามีลักษณะนี้เรียก
กะลาตัวเมีย เหมาะสำหรับผู้ชายใช้หาทรัพย์ หรือ ใช้ทางเมตตามหานิยม
กะลาชนิดนี้จะพบมากกว่า
2.กะลาที่มี ลักษณะลูกเรียงยาวก้นแหลมมาก
ถ้าเจอ ลักษณะอย่างนี้จะเรียกว่ากะลา ตัวผู้
เหมาะสำหรับผู้หญิงใช้หาทรัพย์หรือใช้เป็นเมตตามหานิยม
แต่กะลาชนิดนี้ค่อนข้างหายากมาก
3.กะลา
ทุกอย่างจะมีผิวสีสองลักษณะคือจะมีสีน้ำตาลเข้มหรือดำจะพบได้มาก
แต่อีกลักษณะหนึ่ง คือ จะมีสีผิวเป็น สีลักษณะออกขาว
ไม่ว่าผลจะแก่สักขนาดไหนและ ผิวจะแข็งมาก
บางลูกผิวจะแข็งกว่ากะลาสีดำเสียอีก กะลาชนิดนี้เรียกว่า กะลาเผือก
จะหายากกว่ากะลาดำ
แต่ทั้งนี้
และทั้งนั้นกะลาทุกอย่างไม่ว่าตัวผู้หรือตัวเมีย กะลาดำหรือกะลาเผือก
ผู้ใดมีไว้บูชาชนิดหนึ่งชนิดใด ก็เหมือนกันดีทุกอย่าง
แต่ถ้าให้สมบูรณ์พูลสุขจริงๆ มีครบทุกชนิด
ท่านบุพราจารย์ตั้งแต่โบราณกาลกล่าวไว้ว่าสุดยอดแล้วผู้ใด
ต้องการความสมบูรณ์ของตัวเองและครอบครัวพึ่งหาไว้บูชาเถิด
ใน
เมื่อเราพอรู้เรื่องพระราหูกันไปพอสมควรแล้ว
หลายคนอาจจะยังมีความสงสัยต่อไปอีกว่าทำไม
ถ้าเจอพระบูชาหรือพระเครื่องต่างๆ ขององค์พ่อจตุคามรามเทพ
ซึ่งเป็นเทพที่ปกครองดูแลอาณาจักรศรีวิชัยหรืออาณาจักทะเลใต้ทั้งหมดที่ใครๆ
ก็รู้จักและทุกคนกราบไหว้บูชาแล้วพบแต่ความเจริญรุ่งเรือง
แล้วนั้นต้องพบเห็นเทพอสูรพระราหูอยู่คู่กับองค์พ่อ
ทุกครั้งทุกภาพทุกสถานที่ตลอดไป
ตาม
ประวัติศาสตร์ได้บันทึกความเกี่ยวข้องระหว่างพระราหูและองค์พ่อทุกจตุคามราม
เทพไว้ว่า สัญลักษณ์ของพระราหูเมื่อครั้งที่องค์พ่อจตุคามและองค์พ่อรามเทพ
ทรงเป็นผู้สร้างเมืองในอาณาจักรทะเลใต้ ให้มีความรุ่งเรือง
บ้านเมืองเป็นปึกแผ่นได้ทรงรู้ด้วยพระญาณขององค์พ่อว่ามีพระราหูเท่านั้นที่
จะช่วยเหลือหรือให้โทษทุกข์แก่มนุษย์โลกได้
จึงได้อัญเชิญสัญลักษณ์ดวงตราพระราหูมาเป็นตราเมือง
ซึ่งไว้เป็นตราประจำตำแหน่งขององค์พ่อจตุคามรามเทพในยุคนั้น
ขงจะพบแต่ความเจริญรุ่งเรืองและสิ่งดีๆ มาตลอด
เนื่องจากได้มีเทพอสูรพระราหูอีกนัยหนึ่งก็คือ การสัญลักษณ์แห่งความเมตตา
ความช่วยเหลือ ความอุปถัมภ์ ค้ำชูต่างๆ
ศักดิ์
ตามธรรมชาติที่เป็นของพระราหูคืออะไร
และมีความเกี่ยวข้องอะไรกับองค์พ่อจตุคามรามเทพมนุษย์ผู้ที่ต้องความเจริญ
รุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์
อยู่ดีกินดีมีความสุขสมความปรารถนาตามภพภูมิแต่ไม่เกินกรรมของตัวเองตามชาติ
กำเนิด พึงหาไว้บูชาเถิด
วิธีการหรือ
พิธีกรรมในการนำกะลากายสิทธิ์แบบต่างๆ
ของพระราหูมาบูชาหรือทำเป็นเครื่องรางของขลังได้เท่าที่พบเห็นมีดังนี้
1.แกะ เป็นรูปราหู แบบลักษณะเสมาหรือกลมขนาดเล็กใช้ห้อยคอ
2.แกะ
เป็นรูปองค์พระราหูใช้ห้อยคอ
3.ใช้เจาะทำ เป็นลูกประคำห้อยคอ
4.ทำ
เป็นลูกประคำสร้อย มือ
5.ใช้ทำทัพพีตักข้าวเพื่อความอุดม
สมบูรณ์เรื่องข้าวปลาอาหารในครอบครัว
6.ใช้
ตัดครึ่งใบเอาส่วนที่มีตามาใช้ใส่ในถังข้าวสารไว้ในครัว
เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ เรื่องการทำมาหากินต่างๆ ชนิดที่ไม่มีคำว่า
“อดอยาก”
7.ใช้ตัดเป็นชิ้นเล็กๆไว้ติดตัว
ป้องกันภัยหรือนำไปรักษาโรคตาต้อ
8.ใช้แกะ เป็นรูปพระราหูองค์เดียว
หรือ สององค์ลงในกะลาทั้งใบ ไว้ตั้งบูชากับบ้านเรือน
9.นำมาบดทำเป็นผง
เพื่อทำไปเป็นมวลสารพระเครื่องต่างๆ
10.นำ
มาเผาเอาถ่านไปทำเป็นพระผงต่างๆ
พิธีกรรม
ที่บุพราจารย์โบราณท่านว่าไว้เท่าที่ทราบกันมาจะทำกันในเวลาที่เกิดสุริยะ
คราสหรือจันทรคราสเท่านั้น เพราะว่าทำไว้บูชากันเองจำนวนน้อยๆ
แต่เมื่อมาถึงยุคนี้สมัยนี้ได้มีผู้รู้บุพราจารย์หรือพระเกจิต่างๆก็สามารถ
ทำพิธีปลุกเสกพุทธาพิเษกหรือเทวาพิเษกในเวลาที่มีฤทธิ์ดีๆ
ได้ตลอดเวลาเช่นกัน พุทธคุณต่างๆก็เหมือนกัน
เพราะว่ากะลากายสิทธิ์เหล่านี้เป็นวัตถุมงคลที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ที่มีดีอยู่ในตัวไม่ต้องทำพิธีก็ดีอยู่แล้ว
แต่ถ้านำมาทำพิธีกรรมอีกครั้งก็นับได้ว่าเป็นที่สุดของที่สุด
ใน
เมื่อวัตถุเหล่านี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องย่อมจะมียันต์
คาถาการบูชาต่างๆ ต้องเกิดขึ้น
ก่อนอื่นจะต้องรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร
ยันต์
สุริยประภา-จันทรประภา
สิทธิ การิยะยันต์ทั้งสองนี้เป็นพญายันต์
ที่ประเสริฐ์กว่ายันต์อื่นใดในโลกยันต์
ทั้งสองประการนี้มีสำหรับไว้ใช้สำหรับลงในโลก
ยันต์ทั้งสองประการนี้มีสำหรับไว้ใช้สำหรับลงในกะลาของพระราหูเท่านั้นจึงจะ
ดีที่สุด พระยันต์ทั้งสองนี้เกิดจากพระฤาษี 2 องค์ ที่สำเร็จ
อภิญญาสมาสมบัติ ณ เทือกเขายุคลธร พระฤาษีทั้งสองสำเร็จอภิญญา 5 ได้ตาทิพย์
สามารถรู้เห็นเหตุการณ์
ในอนาคตตกเลภายภาคหน้าว่าต่อไปข้าวจะยากหมากจะแพงบังเกิดความแห้งแล้งขาด
แคลนและขัดสนผู้คนวุ่นวาย รบราฆ่าฟันกันทุกหย่อมหญ้า
ผู้คนจะเดือดร้อนจึงต้องคิดทำการแก้ไข เภทภัยที่จะบังเกิดขึ้นบนแผ่นดินโลก
โดยการสร้างพระยันต์สุริยประภาและจันทรประภาเอาไว้
เพราะว่าในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดของโลกก็จะมีเฉพาะสุริยันและจันทร
ประภาเอาไว้
เพราะว่าในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดของโลกก็จะมีเฉพาะสุริยันและจันทรา
เท่านั้นที่คุ้มครองดูแลให้ความสว่างสุกใสหรือมืดมิด
เพราะฉะนั้นพระยันต์ทั้งสองนี้จึงเป็นยันต์ที่เหนือพญายันต์อื่นๆ
ทั้งปวงบุพราจารย์โบราณกาลกล่าวไว้ว่าถ้าหากผู้ใดพบเห็นพึงถือศีล
แล้วลอกพระคาถาด้วยสมาธิจิตบูรณ์พูนสุขแก่ตัวเองและครอบครัวขึ้นมาได้
สิ่ง
ที่พระฤาษีทั้งสองเล็งเห็นด้วยทิพยจักขุนั้นก็คือยุคปัจจุบันสมัยนี้เองได้
บังเกิดเหตุการณ์ร้ายๆต่างๆ ข้าวยากหมากแพง แห้งแล้ง ไม่มีความอุดมสมบรูณ์
หากินลำบาก ธรุกิจล้มเหลว เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้บังเกิดขึ้นบนโลก
การบูชาพระราหู บูชากะลาศักดิ์สิทธิ์ของพระราหูดังที่กล่าวมาแล้ว
ที่ลงด้วยคาถาสุริยประภา และจันทรประภา
จึงได้มีผู้บูชากันอย่างกว้างขวางไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น
ต่างประเทศก็มีหลายประเทศที่ยอมรับในการบูชาพระราหู หรือกะลาพระราหู
สำหรับ การลงคาถาพรยันต์สุริยประภาด้านหน้ามีลักษณะดัง นี้
บทคาถาที่ไว้สวด คือ
แต่ สำหรับการลงที่จะลงพระยันต์บนผ้าหรือแผ่นทอง
แผ่นเงินนั้นก็ได้ แต่ก็ยังไม่มีความสมบรูณ์ขลัง
ศักสิทธิ์เท่ากับลงในกะลาของพระราหู
แต่การที่จารพระยันต์ลงในกะลานั้นจะทำได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เพราะว่ากะลาใบหนึ่งถ้านำมาแบ่งตัดเป็นชิ้นๆแล้วนำมาจารพระยันต์ก็ทำยากและ
ได้น้อย เพราะกะลาพระราหูเป็นสิ่งที่หายากมาก
แต่มีบุพราจารย์หรือพระเกจิอาจารย์บางวัดบางสำนักได้นำกะลาพระราหูมาบดแล้ว
ผสมว่านอื่นๆ เข้าไปด้วยแล้วทำเป็นพระยันต์ทั้งสอง ณ
ที่นี้ผู้เขียนต้องขออนุญาตกล่าวถึงบูชนียบุคคลของแผ่นดินท่านหนึ่งที่ใครๆ
ในผืนแผ่นดินประเทศไทยก็รู้จักก็คือ ท่านพลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช
คนใกล้ชิดขอท่านได้กล่าวไว้ว่า พระผงว่านสุริยัน จันทรา ดวงตาพญาราหู
ที่สร้างศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อปี พ.ศ. 2530
ทุกเนื้อมีส่วนผสมของกะลาพระราหูอยู่ด้วย โดยเฉพาะเนื้อสีดำก็คือ
ผงถ่านของกะลาพระราหูนั้นเอง ฉะนั้นเมื่อบุคคลใด
นำไปกราบไหว้บูชาหรือมีไว้ในการครอบครองจะอธิฐานขออะไรก็ได้ดังใจสมปรารถนา
ทำให้พระเครื่องที่สร้างขึ้นมาในครั้งนั้นมีราคาแพงมาก ถึงหลักแสนหลักล้าน
ก็ไม่แปลกใจเลย
สำหรับเราลูกหลานเมื่อ
มาถึงในปัจจุบันนี้จะหามาบูชากันสักองค์ก็คงยาก
เพราะฉะนั้นวัตถุมงคลที่ศักสิทธิ์ที่เราพอจะหาได้ก็ต้องหาจากพระเกจิอาจารย์
ของวัด หรือสำนักต่างๆเท่านั้นเอง แต่ขอเพียงอย่างเดียวคือ
ที่บอกว่ามีผงกะลาพระราหูผสมอยู่ด้วยนั้นจริงหรือเปล่า
ถ้าท้าพิสูจน์ได้ว่าจริงก็หาเช่าบูชาเก็บได้เลยรับรองว่าไม่ผิดหวัง
แต่
ถ้าจะให้เป็นที่สุดยอดของสุดยอดจริงๆ
พระผงนั้นต้องเป็นพญายันต์ปนระทับหน้าประทับหลังของสุริยประภา
และจันทรประภาเท่านั้น เพราะสิ่งนั้นคือของศักดิ์สิทธิ์มากๆ
สำหรับพระราหูท่านยังบูชาจะได้รู้ถึงการตั้งจิตระอธิฐานขอหรือต้องการอะไร
บ้างจะได้กล่าวให้ทราบในน
นเพ็ญ
-สิทธิ
การิยะยันต์สุริยประภาและยันต์จันทรประภา ทั้งสองยันต์นี้
ผู้คนส่วนใหญ่จะรู้จักกันในนาม สุริยันจันทรา
เป็นพระยายันต์ที่ประเสริฐ์กว่ายันต์อื่นใดในโลก
เพราะเป็นยันต์แห่งกลางวันกลางคืนเป็นยันต์ทที่ทำความร้อนความเย็นให้กับโลก
มนุษย์ ถ้าบุคลผู้ใดปรารถนาสมบัติพัสฐาน แก้วแหวนเงินทอง
โชคลาภหรือสิ่งที่ต้องการดีๆ ต่างๆทุกประการ
จึงให้สร้างพระยันต์ขึ้นบูชาเถิด
ตาม ตำนานได้กล่าวว่ามีฤาษี 2 ตน
สถิตอยู่ ณ เขายุคลธรตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ซึ่งฤาษีตนหนึ่งได้สร้างพระยันต์หนึ่งชื่อ”สุริยะประภาและอีกชื่อตนหนึ่งก็
สร้างพระยันต์ชื่อ”จันทราประภาขึ้น
ผู้
ใดทีจะทำพระยันต์ทั้งสองนี้ให้หากะลาพระราหุทุกชนิดดังที่กล่าวข้างต้น
นำมาแกะเป็นรูปพระราหูอมพระจันทร์อันหนึ่งจึงให้ลงพระยันต์ที่พระจันทร์(บท
ยะถาตัง ฯลฯ)
แล้วก็แกะพระราหูอมพระอาทิตย์ อันหนึ่ง
แล้วให้ลงพระยันต์สุริยประภา (บท กุโสโต ฯลฯ)
พระยันต์ทั้งสองนี้เป็นของ หาค่ามิได้จะหาสิ่งใดเทียบ เทียมได้ ยาก
แม้นว่าสมบัติบรม
จักพรรดิก็ดี สมบัติพระอินทร์ หรือดวงแก้วมณีโชติ
ก็หาอาจเปรียบเทียบพระยันต์ทั้งสองนี้มิได้เลย 91-
ผู้
ใดที่หวังความเจริญในลาภยศ หรืออยากมั่งมีทรัพย์สินเงินทอง
ก็ให้คิดสร้างขึ้นเถิด เมื่อจะทำพระยันต์ทั้งสองนี้ ให้แต่งเครื่องปัตรพลี
ขวัญข้าว ข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน เท่ากับกำลังพระอาทิตย์ (6) และพระจันทร์
(15) ให้ตกแต่งอาสนะขึ้น 2 ที่ บูชาด้วยข้าวตอกดอกไม้ด้วยธูปเทียน
บูชาสุริยัน สิ่งละ 6 บูชาจันทราสิ่งละ 15 ให้เลือกเอาวันที่มีฤกษ์ดี
หรือวันที่เกิดสุริยคราส หรือจันทคราส เมื่อจะกระทำนั้นให้
ชำระตัวให้บริสุทธิ์สะอาดเสียก่อนจึงกระทำ 91-
เมื่อ
มีพระยันต์ทั้งสองนี้ไว้บูชา เวลากลางวัน ให้บูชาพระยันต์สุริยประภา
แล้วปลุกคาถา(ภุเสโต ฯลฯ) 108
เสร็จแล้วให้เอาพระยันต์ใส่ในตลับทองหรือภาชนะที่มีสีทองก็ได้บูชาพระยันต์
จัทรประภาก็เหมือนกันแต่ปลุกเสกด้วยคาถา (ยะถาตัง ฯลฯ)
ในเวลากลางคืนให้ใช้ใส่ในตลับเงินหรือภาชนะที่มีสีเงินก็ได้
เอาไว้บูชาเถิดจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างสมความปรารถนาทุกประการที่ไม่เกิน
ถ้า หากเข้าหาเจ้านายหรือผู้หลักผู้ใหญ่ หรือขอความช่วยเหลือต่างๆ
หรือท่านโกรธเราให้เอายันต์สุริประภาเจิมด้วยเครื่องหอม
(น้ำมันจันทน์หรือน้ำมันหอม) เสกด้วยคาถาสุริยประภาให้ได้
ถ้า
หากบริวารข้าคนหลบหนีไปให้เขียนชื่อผู้ที่หลบหนีไปนั้นใส่กระดาษ
แล้วเอายันต์จันทรประภาทับ เสกด้วยคาถาจันทรประภานั้น
ผู้นั้นจะหนีไปมิทันเลย ถึงหนีไปแล้วก็ยังกลับคืนมา
ถ้า
หากสามีหรือภรรยาไม่รักใคร่เอาใจออกห่างหรือคิดหนีไป จึงให้เขียนชื่อของเขา
เอายันต์จันทรประภาทับเสกด้วยคาถาจันทรประภา
เขาจะบังเกิดความรักใคร่ไปมิทันเราเลย
ถึงอย่าร้างกันแล้วก็กลับมาคืนดีกันแล
ถ้า จะปลูกพืชผลต่างๆ
ทุกชนิดให้งอกงาม จึงให้เอายันต์จันทรประภาตั้งทับก่อน
แล้วให้สวดมนต์บทนี้อีกบทหนึ่งคือ
โอม เชยยะสัมปัตติ
มะหาเชยยะสัมปัตติเชยยันติ โอมทุเร ทุเร สวาหะ เลิกมัตตะสวาหะ91 7ที
แล้วทำใจให้ดีนึกอธิฐานเอาเถิด จะได้ผลเจริญงอกงามดี นักแล 91
ถ้าหาก
สงสัยว่าจะมีทรัพย์สิน เงินทองอยู่ ณ
ที่แห่งใดหรือไม่ให้เอายันต์จันทรประภานั้น
คว่ำไว้นั้นจะกระทำให้อาบน้ำสระหัวเสียก่อนถือศีลสมาทานศีล 5 หรือ 8
แล้วจึงค่อยกระทำเถิด
ถ้าขาดแคลนอาหาร
ให้เอายันต์ทั้งสองอย่างนี้ประกบกัน แล้วสาธยายคาถาทั้งสองบท
จะมีคนทำอาหารมาให้ ถ้าคนไม่นำมาให้เทวดาย่อมนำมาให้แล ฯลฯ
เมื่อ
เดินทางไกล (สมัยก่อนเดินด้วยเท้า)
ท่านให้อาบน้ำชำระตัวให้บริสุทธิ์เสียก่อน แล้วให้สมาทานศีล 5 หรือ 8
จึงเอาแป้งหอม น้ำมันหอม จุมเจิมพระยันต์ทั้งสองนั้น
แล้วให้สาธยายคาถาทั้งสองบท แล้วกระทืบแผ่นดิน 108 ที จึงย่างเดินออกไป
ย่างก้าวเดียวเป็นระยะทาง ฯลฯ
ถ้าจะ
กระทำกำบังตัวเพื่อมิให้ผู้อื่นเห็น ให้ชำระตัวอาบน้ำให้สะอาด สมาทานศีล
แล้วจึงทำ ถ้าเป็นเวลากลางคืนให้เอายันต์
จันทรประภานั้นบังเสกด้วยคาถาจันทรประภา
ถ้าเป็นเวลากลางวันให้เอายันต์สุริยประภานั้นบังเสกด้วยคาถา
ผู้อื่นจะมิเห็นเราแล ฯลฯ
ถ้าควายหรือ สัตว์ ไม่ยอมกินหญ้ากินอาหาร
ท่านให้เอายันต์ทั้งสองแช่น้ำมนต์แล้วจึงเอาหญ้าหรืออาหารที่จุ่มน้ำมนต์
แล้วให้กินเข้าไป และเอาน้ำมนต์นั้นอาบรดจะหายจากอาการเหล่านี้แล ฯลฯ
ถ้า เกิดเป็นไข้หรือเจ็บหัวมัวตา
ให้เอายันต์แช่น้ำกินบ้างอาบบ้างจะหายสิ้นแล ถ้าถูกไฟลวกน้ำร้อนลวก
ให้เอายันต์แช่ในน้ำปูนใส่ที่แผลจะไม่ผุพองและหายดีนักแล
ให้เอายันต์
ทั้งสองแช่น้ำรดประตูบ้าน ประตูเรือนโจรผู้ร้ายหรือคนคิดร้ายจะเข้าหามิได้
ให้ เอายันต์ทั้งสองแช่น้ำใช้รดของประพรหมของขายดี มิขาดทุนเลยดีนักแล
ผู้ ใดก่อเหตุแก่เราหรือเป็นความกับเราจึงให้เขียนชื่อ ใส่ในใบพลู
จึงเอายันต์ทั้งสองหนีบเข้าไว้ มันจะมาหาเรื่องหรือคิดร้ายกับเรามิได้เลย
เมื่อ จะไปสงครามให้เอายันต์ทั้งสองสี
จมเจิมด้วยเครื่องหอมแล้วแช่ลงในน้ำมันงา ปลุกเสกด้วยคาถา ทาช้าง ม้า
หรือพาหนะ แล้วไปเถิดจะมีชัยชนะแก่ข้าศึกแล
พระ ยันต์ทั้งสองนี้
ผู้ใดมีไว้นับถือบูชา จะมิรู้อดอยากหรือตกทุกข์ได้ยากเลย
ให้นับถือบูชาประดุจสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเถิด เพราะพระยันต์
สุริยันจันทราของพระโพธิสัตว์พระราหูคือ พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปในอนาคต
ตามคำพยาการณ์ของพระพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้นจึงบูชาด้วยจิตใจที่หนักแน่นมั่นคงเถิดแล้วจะเกิดผลดีทุกประการ
แล
เมื่อจะใช้พระยันต์สุริยประภานั้นให้ขอ คาถานี้นมัสการก่อน 7 ที
เอ กะจักขุ นาฬิเกลา สุริยะประภา ราหูคาหา สัตตะรัตนะสัมปันโน มณีโชติ
ระโส ยะลา สุวัณณะรัตชะตะ สะมิททา อะหิงวันทามิเมสะทา
หรือจะท่องคาถาตอนเช้า หรือตอนกลางวันก็ได้ดีนักแล
เมื่อจะใช้พระยันต์จันทรประภานั้นให้เอาคาถา นี้ นมัสการก่อน 7 ที
เอ
กะจักขุ นาฬิเกลา สุริยะประภา ราหูคาหา สัตตะรัตนะสัมปันโน มณีโชติระโส
มะลา สุวัณณะรัตชะตะสะมิททา อะหังวันทามิเมสะทา
หรือจะท่องคาถานี้ตอนเช้าหรือตอนกลางวันก็ได้ดีนักแล
เมื่อ
จะใช้พระยันต์จันทรประภานั้นให้เอาคาถานี้ นมัสการก่อน 7 ที
เอกะจักขุ
นาฬิเกลา จันทรประภานั้นราหูคาหาสัตตะรัตนะสัมปันโน มณีโชติระโสยะถา
สุวัณณะรัตชะตะ สมิทธา อะหังวันทามิเมสะทา
หรือจะท่องคาถา
นี้ตอนค่ำหรือก่อนนอนก็ได้ดีนักแล
หมายเหตุ
ถ้าจะไหว้พระราหูทั้งสองพร้อมกัน
ให้ต่อคำว่าจันทรประภาจากสุริยประภาได้เลยในบทเดียวกัน
คาถา
สุริยะประภา
กุ เสโต มะมะ กุเสโต
โตราโม มะมะ โตราโม
คุยหะโม มะมะ คุยหะโม
คุตติ โม มะมะ คุตติโม
คาถา
นี้สำหรับลงยันต์ในสุริยะประภาและใช้เสกยันต์
สุริยะประภาและใช้เสกยันต์สุริยะประภาถ้าครบ 108 จะสมปรารถนาทุกประการแล
ถ้าสวดตามปกติจะใช้วันละ 6 จบตามกำลัง
คาถา จันทรประภา
ยะถาตัง มะมะ ตังถายะ
ตังวะตัง มะมะ ตังวะตัง
ตังเสกา มะมะ
กาเสตัง
กาติยะ มะมะ ยะติกา
ตา ถานี้สำหรับลงยันต์ในจันทรประภา
และใช้เสกยันต์จันทรประภาถ้าครบ 108 จะสมปรารถนาทุกประการแล
ถ้าใช้ปกติจะใช้สวดวันละ 15 จบ ตามกำลัง
อุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างยันต์
ทั้งสองนี้คือกะลาของพระ ราหูเท่านั้นจึงจะเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์สุดยอดจริงๆ
ตามลำดับดังนี้คือ
1.แกะลงในกะลาตาเดียว ค่อนข้างหายากแต่ก็หาได้
2.แกะ ลงในกะลาสามตา ค่อนข้างหายากขึ้นไปอีก
3.แกะลงในกะลาไม่มีตามหาอุดสุดยอด ของความหายาก
แต่
การแกะลงในกะลาจริงๆ อาจทำได้น้อยและยาก
บุพราจารย์โบราณและเกจิอาจารย์ที่ความรู้จึงได้นำเอากะลาพระราหูเหล่านั้นมา
บดแล้วผสมกับว่านสำคัญๆ
หรือเนื้อกะลาเพียงอย่างเดียวมาทำเป็นพระยันต์ลงในพิมพ์พระผงสุริยันจันทรา
ต่างๆ ซึ่งมีทั้งยันต์ประทับหน้าประทับหลัง
ใครมีไว้บูชาหรือติดตัวนับได้ว่าสุดยอดของวัตถุมงคลอื่นใดที่เกี่ยวกับพระ
ราหูและสุริยันจันทราส่วนการทำด้วยผ้าหรือโลหะต่างๆ
นั้นก็พอใช้ได้แต่มีพลังไม่มากพอ
ใน
เมื่อได้รับรู้เรื่องราวที่โบราณว่าใช้กันพอสมควรก็สมควรที่จะรู้เรื่องที่
จะบูชาและปฏิบัติตนเองที่จะบูชาพระราหูหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้อง
ด้วยจะเป็นมงคลกับชีวิตอย่างยิ่ง
คำสวด อัญเชิญจิตวิญญาณของพระราหู
อิ ติปิโส ภะคะวา พระราหูสะเทวา
สัมมา วิญญานะ สัมปันโน
อิติปิโสภะคะวา
บริกรรม ภาวนา 12 จบ ตามกำลัง
คาถา
ภาวนาไหว้พระราหูทั้ง สุริยันและจันทรา
ชิ เนมะเตกัสสะ
กุมมาจาริณีชิโนรัส สะนังมุขากะชาริณี สะระสัตติเมมุกคับพินี
ระมะตะยาสาสะทะถา
บริกรรมภาวานา 12 จบ ตามกำลัง
คาถา
ไหว้พระราหู ซึ่งประจำอยู่ทาง ทิศพายัพ
คุ พุท ปัน ทู ธัม วะ
คะ
บริกรรมภาวนา 8 จบ
คาถาบูชาดวงชะตา
นะโม เม สัพพะเทวานัง
สัพพะคะระ หะจะ เทวานัง
สุริยันจะ ปะบุญจะถะ
สะ สิภุมโม จะเทวานัง
วโธ ลาภัง ภะวิสสะติ
ชีโว สุกะโธ
จะมะหาลาภัง
โสโร ราหูเกตุ จะมะหาลาภัง
สัพพะ ภะยัง วินาสสันติ
สัพพะ ทุกขัง วินาสสันติ
สัพพะ โรคัง วินาสสันติ
ลักขะ ณา อะหัง
วันทามิ สัพพะทา
สัพเพเทวา มัง ปาละยันตุ สัพพะทา
พระคาถา
นี้ใช้บูชาพระราหูและเทวดา พระสุริยัน จันทราได้ตลอดดีนักแล

วิชา
กะลาตาเดียว ของล้านนา อักขระล้านนาแบบที่ให้บูชานี้ มีอิทธิคุณ
มีชื่อเสียงร่ำลือเป็นตำนาน เป็นเอกอุ ไม่เป็นสองรองใคร อาทิเช่น ของ
ครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้
| รหัสสินค้า : 000108 ตัวอย่างกะลาตาเดียวแกะสลัก |
|
| รหัสสินค้า : 000085 SOLD OUT มีผู้บูชาหมดแล้ว ร้านมังคะลัง ขอขอบพระคุณครับ |
|
| รหัสสินค้า : 000086 SOLD OUT มีผู้บูชาหมดแล้ว ร้านมังคะลัง ขอขอบพระคุณครับ |
|
| รหัสสินค้า : 000087 SOLD OUT มีผู้บูชาหมดแล้ว ร้านมังคะลัง ขอขอบพระคุณครับ |
|
| รหัสสินค้า : 000088 SOLD OUT มีผู้บูชาหมดแล้ว ร้านมังคะลังขอขอบพระคุณ |
|
| รหัสสินค้า : 000089 SOLD OUT มีผู้บูชาหมดแล้ว ร้านมังคะลังขอขอบพระคุณ |
|
| รหัสสินค้า : 000090 SOLD OUT มีผู้บูชาหมดแล้ว ร้านมังคะลังขอขอบพระคุณ |
|
| รหัสสินค้า : 000091 SOLD OUT มีผู้บูชาหมดแล้ว ร้านมังคะลังขอขอบพระคุณ |
|
| รหัสสินค้า : 000092 SOLD OUT มีผู้บูชาหมดแล้ว ร้านมังคะลังขอขอบพระคุณ |
|
| รหัสสินค้า : 000093 SOLD OUT มีผู้บูชาหมดแล้ว ร้านมังคะลังขอขอบพระคุณ |
|
|
| รหัสสินค้า : 000109 SOLD OUT ของหมดชั่วคราว สั่งจองได้ครับ |
|
|
| รหัสสินค้า : 000111 SOLD OUT มีผู้บูชาหมดแล้ว ร้านมังคะลังขอขอบพระคุณ |
|
|
| รหัสสินค้า : 000096 SOLD OUT มีผู้บูชาหมดแล้ว ร้านมังคะลังขอขอบพระคุณ |
|
| รหัสสินค้า : 000095 SOLD OUT มีผู้บูชาหมดแล้ว ร้านมังคะลังขอขอบพระคุณ |
|
| รหัสสินค้า : 000097 SOLD OUT มีผู้บูชาหมดแล้ว ร้านมังคะลังขอขอบพระคุณ |
|
| รหัสสินค้า : 000098 SOLD OUT มีผู้บูชาหมดแล้ว ร้านมังคะลังขอขอบพระคุณ |
|
| รหัสสินค้า : 000099 SOLD OUT มีผู้บูชาหมดแล้ว ร้านมังคะลังขอขอบพระคุณ |
|